Flashpoints | Security | South Asia

scr888th แจก เครดิต ฟรี: A Shadow War on the Taliban?

slotxo mafia88, ส่วนต่อขยายสนามบินภูเก็ตนั้นมีกำหนดการแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ. 59 จะช่วยเพิ่มขนาดการรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคนเป็น 12.5 ล้านคนผลต่อ KC เป็นการลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่บริษัทเป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง ซึ่งบริษัทไม่มีสัญญาร่วมทุนกับบริษัทเจ้าของที่ดิน แต่จะต้องรับภาระในการดาเนินการพัฒนาที่ดิน สาธารณูปโภค และ สร้างสิ่งปลูกสร้างบางส่วนเพื่อรอการขาย, ฮั่งเส็งปิดเช้าพุ่ง 240.18 จุด คาดเฟดยังไม่รีบขึ้นดบ.หลังศก.โลกซบเซาทั้งนี้หลังจากที่ตลาดไล่ พลังงาน ปิโตรฯ สื่อสาร ไปแล้วเชื่อว่ากลุ่มต่อไปน่าจะเป็นกลุ่ม ธนาคารฯ ซึ่งปัจจุบันมีระดับ Valuation ต่ำจนน่าสนใจ PBV ของธนาคารฯขนาดใหญ่อยู่ระหว่าง 1.0-1.6 เท่า เท่านั้น หาก Fund Flow ยังคงไหลเข้าต่อ เชื่อว่าจะต้องมีกลับมาซื้อในกลุ่มธนาคารฯในระยะถัดไป โดยฝ่ายวิจัยเลือก SCB เป็นตัวเด่น。 ด้านกราฟของ TPOLY เพิ่งดีดตัวหลังจากลงมาแตะ support โดย RSI เกิด Divergence แล้ว 2 ครั้ง เป็นจังหวะของการทยอยสะสมหุ้น และหากเกิดครบสามครั้งจะทำให้ขึ้นแรงฝุดๆ แต่ราคาแถวนี้ก็ควรเก็บหุ้นไว้เพราะลงมาลึกมาก กราฟตัดผ่านแนวกดทับแล้ว ต้านแรก 4.0บาท แรงๆ กันไปเลยขณะที่บทวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ และ บล.เคเคเทรด มีมุมมองต่อทิศทางการดำเนินงานของ TFG ในปี 59 ที่คาดว่าจะกลับมามีกำไรสุทธิ 820-876 ล้านบาท หลังผ่านจุดต่ำสุดในปี 58 ที่ขาดทุนจากซัพพลายไก่ที่เกินความต้องการของตลาด โดยกำไรที่พลิกกลับมาเติบโตในปี 59 นั้นมาจาก TFG ได้เร่งดำเนินการส่งออกเนื้อไก่สดไปยังอียูและญี่ปุ่นที่มีอัตรากำไรต่อชิ้นมากกว่าการจำหน่ายภายในประเทศรีบาวด์ต่อ หลังปิดทะลุ 1,380 จุด: (ดูรายงาน The Technical Story) SET ฟื้นตัวต่อเนื่องขึ้นทะลุแนวต้าน 1,380 จุด วันนี้มีลุ้นขึ้นต่อโดยมีแนวต้านถัดไปที่ 1,403 และ 1,418 จุดราคาปิด 7.55 แนวรับ 7.50-7.35แนวต้าน 7.80-7.90 , 8.05-8.25 ,ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษในการประชุมวันนี้ และได้คงระดับการประเมินว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวปานกลาง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังคงซบเซาอยู่ก็ตาม โดย BOJ มีมติให้คงนโยบายการเพิ่มฐานเงินที่อัตราราว 80 ล้านล้านเยนต่อปี ผ่านทางการซื้อสินทรัพย์ขนานใหญ่นายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI เปิดเผยว่า ผลการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 187.50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท ในราคาหุ้นละ 5.90 บาท ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ และนักลงทุนรายย่อยอย่างดีเยี่ยม โดยมียอดจองซื้อเกินจำนวนที่เสนอขาย เนื่องจากมีความมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานธุรกิจ และแผนการลงทุนที่มีความชัดเจนของบริษัท ข้อมูลของบริษัทที่ทำสัญญาร่วมทุนกับ KC ได้ แก่ บริษัท รวมชัยเรียล เอสเตท,บริษัท โมเดิร์น รามอินทรา และบริษัท สุวรรณภูมิกรีน บริษัทชี้แจงว่า ช่วงที่กลุ่มงามอัจฉริยะกุลเป็นกรรมการบริหารและผู้บริหาร บริษัทมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบจ.รวมชัย โดยการถือหุ้นของตระกูลงามอัจฉริยะกุลกว่า 80% ใน บจ.รวมชัย แต่ภายหลังการเข้ามาบริหารของคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันของบริษัท บริษัทไม่มีความสัมพันธ์ กับ บจ.รวมชัย ในแง่การมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ และผู้บริหารร่วมกัน IVL ขายหุ้นกู้ 195 ล้านเหรียญสิงคโปร์หมดเกลี้ยง ระดมทุนใช้รีไฟแนนซ์TIPCO เข้าซื้อเพิ่มที่ 19.60 เป้าหมาย 21.00 บาทขณะที่ลูกค้าเก่ามีความต้องการสินเชื่อมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากไตรมาส 3 เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ทำให้มีลูกค้าเข้ามาขอรับสินเชื่อเพิ่ม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสรุปตัวเลขงบการเงิน และรอการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี,ทั้งนี้ หุ้น SCI จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 13 ต.ค.58 นี้ ใช้ชื่อย่อ SCI ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากรในหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy)SAMTEL (Bt 21.50 เป้าเทคนิค 22-23.50 cut loss ถ้าหลุด 20.5) ปิดตลาดเย็นนี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 120.01/03 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 120.28 เยน/ดอลลาร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่าเงินบาทล่าสุด ณ เวลา 13.38 น. อยู่ที่ 35.97 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่องจากช่วงเช้า โดนค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามค่าเงินในภูมิภาค หลังดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก เนื่องจากเมื่อคืนประกาศตัวเลขขาดดุลการค้ามากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ตลาดเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีโอกาสสูงมากขึ้นที่จะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ออกไป ,สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อเป็นบริษัทที่ลงทุนถือหุ้น ตราสาร หรือหลักทรัพย์ในบริษัทอื่น ทั้งนี้ บริษัท ซีโฟร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะมารับโอนหุ้นของบริษัท C4Hus AB ที่บริษัทลงทุนตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 7 ก.ย.58Stop loss: 21.7。

slotxo mafia88,CPALL ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะแกว่งตัวขึ้นต่อด้วยแท่งเทียน Three White Soldiers เส้นค่าเฉลี่ย 7-14-21 วัน เรียงตัวตัดกันยืนยันแนวโน้มขาขึ้น สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ที่เป็นบวกได้ต่อเนื่อง เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่จุดสูงสุดเดิมบริเวณ 52.00 บาท และเป้าหมายระยะกลางที่ 54.00 บาทราคาปิด 9.05 ตัดขาดทุน 8.80 ราคาหุ้น บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ UREKA ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 1.30 บาท บวก 0.07 บาท หรือ 5.69% มูลค่าการซื้อขาย 53.07 ล้านบาท บล.คันทรี่ กรุ๊ป วิเคราะห์ทางเทคนิค UREKA แนวรับ 1.22 บาท แนวต้าน 1.35, 1.50 บาท กำหนดจุด stop loss เมื่อใกล้หลุด 1.18 บาทอนึ่ง ธุรกิจในกลุ่มของบริษัท ประกอบด้วย PAE ให้บริการด้านธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี บมจ. พีเออี เทคนิคอล เซอร์วิส ให้บริการด้านตรวจสอบแบบไม่ทำลายและการออกใบรับรองคุณภาพงาน บจก. พีพีเอส เอนเนอยี แอนด์ มารีน ให้บริการด้านการผลิตน้ำประปา น้ำดิบเพื่อการอุตสาหกรรม เครื่องผลิตน้ำประปาเคลื่อนที่และระบบรีไซเคิลน้ำ บจก. พีเออี เฟดเดอรัล อินเตอร์เนชั่นแนล นำเข้าและจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี76.50 78.00,สรุปภาวะตลาดภาคเช้า : SET ฟื้นตัวต่อ SET ปรับขึ้นได้ต่อ ด้วยการนำของกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบกลับมาฟื้นตัว และเรามองมีความต่อเนื่อง หลังดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าได้ต่อจากเฟดยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ส่วนประเด็น BoJ หลังประชุมเสร็จ ยังไม่มีการเปรยถึงการเพิ่มวงเงิน QQE ลุ้นต่อในช่วงประชุมปลายเดือนนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงิน ทั้งนี้ SET ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1380.45 จุด, +9.76 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ระดับ 2.1 หมื่นลบ. กลุ่มหลักพลังงานหนุนตลาด ปิดบวก +2.5% ส่วนแบงก์และ ICT ปิดบวกลบไม่มากนัก ด้านตลาดภูมิภาคอยู่ในแดนบวกช่วงเย็นวันนี้เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนเปิดตลาดในช่วงเช้า หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงนี้ออกมาไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะยอดขาดดุลการค้าเดือนส.ค. ซึ่งถือเป็นการขาดดุลการค้ามากสุดในรอบ 5 เดือน จึงส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ , ศาลฯสั่งจำคุกอดีตผู้บริหาร POWER-P กรณีทุจริต-โกงบัญชี กลุ่มพลังงานปิดเทรดพุ่งกระฉูด! รับข่าวดีราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นสองประเด็นนี้ยังไม่พอ ประเด็นสำคัญคือรัฐเตรียมเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศขึ้นอีก 12% ซึ่งทาง EARTH บอกว่าแจ่มเลย จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นไปอีก และยังไงก็ต้องเกิด ไม่อย่างนั้นความสมดุลทางพลังงานในประเทศจะมีปัญหา ส่วนยอดขายปีนี้เป็นไปตามแผนทุกประการไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัน และให้จับตาราคาถ่านหินตอนนี้เริ่มเด้งแล้วหุ้นถ่านหินกำลังจะตีกลับ ส่วนราคาประเมินเด็กแนวเล็งไว้ที่ 6.40 บาทเหมาะสมปี 58 ด้านกราฟกำลังเตรียมเด้งตัวแรงขึ้นรอบใหม่ เพราะ Stoch ออกอาการแพ้ท้องแล้ว การขึ้นนี้ลุ้นได้ถึง 5 บาทเป็นอย่างน้อยเลย แนะนำว่าซื้อแถวนี้แหละ ของกำลังถูกเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่ำกว่า 36 บาทอีกครั้ง หนุนกระแสเงินทุนไหลเข้า: ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่ำกว่า 36 บาท อีกครั้ง สะท้อนกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะนำ ซื้อ หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน และธนาคาร รวมไปถึง SCC AOT ขณะที่กลุ่มหุ้นที่แนะนำ ซื้อ ต่อเนื่องจากรายงาน The Early Bird ได้แก่:-?3. บางโครงการมีที่ดินแปลงใหญ่มาก หากต้องโอนขายให้ KC นอกจากจะเสียภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนแล้ว ยังเป็นภาระให้ KC ที่ต้องจัดหาวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อที่ดินดังกล่าว การร่วมทุนในลักษณะนี้จึงเป็นการเกื้อหนุนที่ดี และสามารถพัฒนาโครงการได้ต่อเนื่อง ปิดตลาดเย็นนี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 120.01/03 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 120.28 เยน/ดอลลาร์ขณะที่คณะกรรมการรับทราบการลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท 3 ท่านก่อนครบวาระ ซึ่งมีผลตั้งแต่ 30 ก.ย.58 เป็นต้นไป ได้แก่ นายอาซึโนบุ โทกะ กรรมการ,นายนารุฮิซะ อาเบะ กรรมการ และนางรัตนา สมบูรณ์วิวัฒน์ กรรมการและกรรมการอิสระ,1.กลุ่มรับเหมาฯ และวัสดุก่อสร้าง ซื้อ CK STEC UNIQ ITD (Trading โดยเฉพาะถ้าทะลุ 8.50 ไปได้ คาดว่าจะปรับสูงขึ้นต่อไปที่ 9.20 บาท) และ SCCขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าจะสามารถพลิกผลประกอบการกลับมามีกำไรสุทธิได้ในปีนี้ หลังจากปีก่อนมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิที่ 1.31 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้บริษัทฯมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิที่ 3.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีการออกแบบ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนครั้งเดียว ไม่ใช่การลงทุนต่อเนื่องทุกปี ทำให้ในปีหน้าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯจะปรับตัวสูงขึ้นจากปีนี้ แนะนำซื้อ SAMTEL โดยมีแนวรับที่ 21.50 และ 21.20 และมีแนวต้านที่ 22.50 และ 23.00 เป็นจุดขายทำกำไร นักบริหารเงิน เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 35.90/91 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 35.93/95 บาท/ดอลลาร์ส่วนการร่วงลงของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนส.ค.ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีกำลังขาดแรงขับเคลื่อน นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและภาวะถดถอยในตลาดของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น กำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเยอรมนีบล.เคเคเทรด แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบ แนวรับ 22.30 แนวต้าน 24 คำแนะนำราคาหุ้นปิดเป็นแนวโน้มทางขาขึ้นยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย10วันหลังจากปรับฐาน 1 เดือน เริ่มมีวอลุ่มเด่น แนะนำซื้อเก็งกำไรได้ กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯบวกยกแผง ขานรับราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นกว่า 5%。

India’s discussions with Russia, the U.K., and the U.S. could form the core of international opposition to Taliban rule.

A Shadow War on the Taliban?

Taliban soldiers walk towards Afghans shouting slogans, during an anti-Pakistan demonstration, near the Pakistan embassy in Kabul, Afghanistan, Tuesday, September 7, 2021.

Credit: AP Photo/Wali Sabawoon

Alarm bells are ringing in various capitals following the appointment of ultraradicals and listed terrorists in the Taliban’s new government in Afghanistan. One particular capital that feels rattled by this government formation is New Delhi, India. As many Western powers follow a wait-and-see policy, New Delhi is taking a proactive role in reaching out to like-minded friends to cobble together a narrative that is likely to be anti-Taliban and may lead to some heavy-handed approaches in dealing with this new regime.

While the Taliban were busy announcing the formation of their new government, in the backdrop there was a crucial meeting between the United States’ CIA Chief Williams Burns and India’s National Security Adviser Ajit Doval. There was no official announcement on the nature of their discussion. However, one could assume, the nature and character of the new interim Taliban government in Afghanistan and the attendant security issues were the top priority.

This meeting of minds between New Delhi and Washington is not at all surprising.

The U.S. anxiety with the new Taliban regime in Kabul stems from the fact that it is now led by two known terrorists. The interim cabinet is led by Mullah Mohammad Hassan Akhund, who is on a U.N. blacklist. Another figure, Sirajuddin Haqqani, is wanted by the American FBI for his role leading the notorious Haqqani Network.

Just when Burns visit wrapped up, New Delhi received General Nikolai Patrushev, the Russian secretary of the Security Council. This visit came on the heels of Indian Prime Minister Narendra Modi and Russian President Vladimir Putin’s agreement to form a permanent bilateral channel for consultations on Afghanistan. Patrushev’s visit is especially significant, as he is often called Putin’s right-hand man.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

To underline the importance of this visit, in its official communique, New Delhi announced that “all aspects related to Afghanistan and threats emerging out from there will be discussed.” As expected, Indian media were in overdrive covering the general’s trip. To stress the importance of this visit, many editorials were at pains to describe New Delhi’s engagement with Moscow as an initiative “aimed at advancing the national interest of both,” since the two sides share concerns on terrorism emanating from Afghan soil.

To keep things in perspective, these two U.S. and Russian high-level consultative meetings in New Delhi came soon after a similar trip made by Richard Moore, chief of the British counterintelligence agency, MI6. While Moore’s trip to New Delhi was a top-secret affair and received no official announcement from either country, many commentators in New Delhi were openly talking about the changing security dynamics in Afghanistan as the key topic of discussion.

New Delhi hosting these high-level meetings with foreign intelligence chiefs is a demonstration of its own strategic insecurities.

India’s Afghan Debacle

India always had a curious relationship with Afghanistan, going from highs to lows in the blink of an eye. Afghanistan does not share a direct border with India, but an unfriendly disposition in Kabul will take a toll on the country.

During the thick of the Afghan civil war in the 1990s, New Delhi provided critical support to the anti-Taliban forces belonging to the Northern Alliance. When the Taliban emerged as the victorious power in Afghanistan’s civil war and took over the country in 1996, New Delhi hit a brick wall. After a brief and isolated rule, when the Taliban were shunted out of power in 2001, New Delhi found itself at the high table of Afghanistan’s internal policy decisions.

During this phase, New Delhi successfully used Afghanistan to isolate its regional rival Pakistan. India leveraged is position with the Western-backed regime in Kabul by implementing several large-scale soft-power undertakings in the country with a view to extracting long-term benefits.

Now the tables have turned, once again, for New Delhi. Owing to India’s intimate links to the previous civilian regime in Afghanistan, the Taliban view the former with a healthy dose of suspicion. Hence, despite New Delhi’s fretting and fuming they never allowed India a voice in the Doha talks, which led to the U.S. withdrawal from Afghanistan.

What fuels New Delhi’s deep anxieties toward the Taliban-led Afghanistan?

With the Taliban taking over Afghanistan, India finds itself completely encircled by a melange of enemy states to the north. All these states, from China in the east to Pakistan in the west, and Nepal thrown in between, harbor different levels of antipathy toward India. India has border disputes with most of its neighbors. New Delhi has fought several border wars with China and Pakistan, with the most recent altercation being the infamous high-altitude Galwan Valley clash between China and India in June 2020.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Nowhere is New Delhi’s tenuous hold more evident than the disputed area of Kashmir. Ever since Indian independence from the British, both Pakistan and China have been challenging its claims over the restive region. To add insult to its injury, the new hard-line Islamic regime in Kabul has made it abundantly clear they intend to join Pakistan in raising Kashmir on the international stage, saying, “We have this right, being Muslims, to raise our voice for Muslims in Kashmir, India.”

Most of the population of Kashmir are Muslims and they maintain a not-so-friendly relationship with New Delhi. The Taliban takeover has compounded India’s woes. Now it fears the Taliban government headed by an ultraradical regime, supposedly aided by India’s arch-rival Pakistan, is going to create havoc in Kashmir through terrorist infiltration and stoking insurgency.

Not all of India’s fears and anxieties regarding the future security challenges in Kashmir are baseless and unfounded. With the Taliban regime assuming power in Kabul, the mood in the Pakistani establishment is very upbeat indeed. Shortly after the Taliban assumed power, a leader of Pakistan’s ruling Pakistan Tehreek-e-Insaaf (PTI) party said that the Taliban would help the country in “liberating” Kashmir from India.

Taking Aim at the Taliban?

New Delhi has its justifiable concerns vis-a-vis the rise of the Taliban in Afghanistan. What might be motivating London, Moscow and Washington to court New Delhi in their Afghan policy?

First, there is an unofficial and unanimous reckoning in all these capitals that the Taliban regime is going to be a headache when it comes regional and international security. Compounding that concern is the shared view that the Taliban are a divided lot, and it is just a matter of time before their differences spill over and mar Afghanistan’s domestic peace.

Second, there is a prevalent thinking that the new regime in Kabul cannot maintain Afghanistan’s sovereignty effectively, in the face of challenges posed by the Islamic State of Khorasan (ISK). This, in the view of these intelligence chiefs, is likely to turn the country into an attractive destination for non-state terrorist actors in the not-so-distant future.

Viewed from afar, New Delhi, with its established badge as “an outsider” and “a spoiler” in Afghanistan’s internal politics, is a perfect actor to engage with and cultivate in the event of any future offensive against the Taliban.

As one editorial portal in an Indian newspaper put it, the back-to-back visits to New Delhi by some of the world’s most powerful intelligence chiefs, suggest the growing importance that the world community is attaching to India, especially when it comes to addressing any security challenges emanating from Afghanistan under the Taliban. It may be that we are in for a long-drawn-out shadow war in South Asia, with India at the center of the anti-Taliban movement.