The Pulse | Economy | South Asia

ufabet ขั้น ต่ำ 100: Gender Responsive Budgeting Amid the COVID-19 Pandemic in India

เล่น เกมส์ slotxo1️⃣LOOK618,สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง 58 ยังไปได้ดี โดย Spread ที่แกร่งของปิโตรเคมียังหนุน บริษัทคาดการณ์ว่าส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปี 58 เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 10% เป็น 750 เหรียญสหรัฐ/ตัน ความต้องการใช้ซีเมนต์ในครึ่งปีหลัง 58 จะเติบโตเพิ่มเป็น 5-6%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานปีก่อนต่ำ (ครึ่งแรกปี 58 ทรงตัว) ทำให้ทั้งปีจะขยายตัวได้ 3%MACD เคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยในแดนบวก เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มขึ้นเคลื่อนไหวเหนือแนวโน้มลง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 60 ดาวโจนส์ปิดขยับลงหลังสหรัฐรายงานจีดีพีโตน้อยกว่าคาดคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ลงมติในการประชุมครั้งล่าสุดให้คงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 0-0.25% ต่อไป ขณะที่ระบุถึงความคืบหน้าในตลาดแรงงาน ซึ่งบ่งชี้ว่าเฟดยังคงเดินหน้าในความพยายามปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หรือช่วงต่อไปในปีนี้? กระแสเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยฉุดเงินดอลล์อ่อนค่า อย่าลืม! ลงทะเบียนซิมเติมเงินวันสุดท้ายก่อนโทรออกไม่ได้บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ระบุว่า บริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่เพิ่มเติมเพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ชื่อบริษัท บริษัท เอส เอสเตท คอมเมอร์เชียล จำกัด ประเภทกิจการ ประกอบกิจการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน เช่า ให้เช่าที่ดิน อาคาร โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทุกชนิด รวมถึงเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่นวันที่จดทะเบียน29 กรกฎาคม 2558ทางด้านข้อมูลการซื้อขาย DW28 ในวันศุกร์ มีแรงซื้อสุทธิเพียงเล็กน้อยจากการที่ดัชนีปรับตัวขึ้นแรง โดยมีแรงซื้อสุทธิใน S5028P1509B 2.0 ล้านหน่วย และมีแรงซื้อใน S5028P1508A และ KTC18C1511A อีกเล็กน้อย ส่วนทางด้านแรงขายสุทธิ อยู่ในกลุ่ม DW ที่ปรับตัวขึ้นแรง เช่น ITD28C1509A 85.7 ล้านหน่วย และ TPIP28C1510A 84.6 ล้านหน่วย นอกจากนี้ยังมีแรงขายใน SAMA28C1512A และ QH28C1512A อีกจำนวนเล็กน้อยด้วย ,บล.เคเคเทรด ระบุในบทวิเคราะห์ (3 ส.ค.) ยังคงคำแนะนำ เก็งกำไร RS ประเมินราคาเหมาะสมปี 58 ที่ 12.50 บาท แม้ผลประกอบการในไตรมาส 2/58 ยังมีผลขาดทุน แต่มองว่าผลประกอบการของบริษัทจะเริ่มพลิกกลับมามีกำไรในครึ่งปีหลังของปี 58 หลังอัตราการจองซื้อโฆษณาเริ่มปรับตัวดีขึ้น และคาดกำไร 2 ปีข้างหน้า (ปี 59-60) จะกลับมาเติบโตเฉลี่ย 52%ทั้งนี้ สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการขยายโรงงานโดยบริษัทฯมีแผนขยายกำลังการผลิตชิ้นส่วนโลหะเพิ่ม เป็น 8,400 ตันต่อปี จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิ 4,800 ตันต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2559 เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดในอนาคต News summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 3 ส.ค.58อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.58 ทาง ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ระบุว่าเกิดกระแสข่าวว่าYTO Express Co,Ltd.ผู้นำด้านการให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรในประเทศจีนอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ AJDประกอบด้วยกรรมการตรวจสอบเพียง 2 ท่าน ได้แก่ นายปกรณ์ บริมาสพร และนายณิทธิมน หัสดนทร ณ อยุธยาซึ่งยังไม่ครบถ้วนตามข้อกำหนดของสำนักงานก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น เป็นการแจ้งข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 NMG ได้ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ให้คงเหลือ 6 ท่าน ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2558บริษัทได้รับหนังสือจากนายทะเบียนบริษัทมหาชน ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558ว่านายทะเบียนมีความเห็นว่าเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 ของ NMGไม่มีการพิจารณาวาระเรื่องกรรมการออกตามวาระ จึงไม่มีกรรมการออกจากตำแหน่งตามวาระของมติที่ประชุมดังกล่าวซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และข้อบังคับของบริษัทข้อ 15นายทะเบียนจึงไม่สามารถรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทได้CENTEL (BUY:[email protected]) : ช่วง 2Q58-4Q58 คาดกำไรยังมีแนวโน้มโตเด่น YoY จากฐานปีก่อนที่ต่ำเพราะปัญหาการเมือง และมีการคุม SG A ดีขึ้นมาก หนุนปี 58 คาดกำไรโต 64%YoY + ปัจจุบันยังมี Upside 25% จึงคงแนะนำ ซื้อ,slotxo 007, มาแล้ว! 5 หลักทรัพย์ติด Cash balance เริ่มตั้งแต่วันนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายในปีนี้ใกล้เคียงกับปี 57 ที่กว่า 2,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทฯคาดมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิโครงการอสังหาริมทรัพย์ปกติ แต่เทียบกับปีก่อนไม่ได้ เพราะมีรายได้จากการขายอาคารสำนักงานเข่ามา。

ปัจจุบันนายพูนสิทธิ์ อายุ 44 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวแฮมเชียร์ ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา (ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย) และปริญญาโทสาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษนักวิเคราะห์กล่าวว่า ผลกำไรของหลายบริษัทชั้นนำออกมาค่อนข้างดี ขณะที่กิจกรรม M A หรือการทำข้อตกลงควบรวมกิจการจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างคึกคักในไตรมาสสามนี้ โดยคาดว่ามูลค่าของข้อตกลงอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หุ้นยุโรปเปิดตลาดแดนบวก ขานรับผลประกอบการ HSBCGL-W3 ราคาปิด 2.44 บาท 、อนึ่ง บริษัทเป็นผู้นำในการผลิตจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และบริการหลังการขายด้านไฟฟ้าครบวงจร ขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 150 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายที่ 3.70 บาท/หุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเตรียมเข้าซื้อขายในตลาด SET ในวันที่ 5 สิงหาคม 58 นี้แนวรับ 19,60-19.90 บาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ณ เวลา 10.15 น. ราคาอยู่ที่ 9.80 บาท ลบ 0.20 บาท หรือ 2% สูงสุดที่ 9.90 บาท ต่ำสุดที่ 9.80 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 120.95 ล้านบาท,โครงการที่ขอนแก่น ได้มีการนำพืชพลังงานมาปลูกและเก็บเกี่ยวมาทำการแปรรูปและใช้เป็นเชื้อเพลิงกว่า 3 ปีแล้ว โดยใช้ต้นเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มาอย่างดี ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 เดือนก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ จึงทำให้สามารถเก็บเกี่ยว 4 ครั้ง/ปี ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้นาน 8-10 ปีดังนั้น นักลงทุนจึงควรเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ ได้พุ่งเป้าตรงไปที่ กลุ่มอาลีบาบาเตรียมเข้าซื้อกิจการของ AJD ซึ่งการที่ข่าวลือออกมาเช่นนี้อาจสร้างกระแสความน่าสนใจได้มากเกินความเป็นจริงโดยในข้อเท็จจริงแล้ว กลุ่มอาลีบาบา เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ YTO Express Co,Ltd. เท่านั้น,และปีนี้ยังคงแผนปิดสาขาที่ขาดทุนออกไปราว 40 สาขา รวมทั้งมีแผนคุมค่าใช้จ่ายด้วยการลดแผนขยายสาขาร้านอาหารใหม่ปีนี้จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 70 สาขา เหลือเพียง 50 สาขา โดยปี 2558 คาด CENTEL มีกำไรปกติ 1,950 ล้านบาท พลิกเติบโตในอัตราสูงถึง 69%YoY ส่วนประเด็นการเข้าประมูลซื้อ KFC จากบริษัทแม่ YUM ที่มีแผนขายสาขา KFC 50% จากที่มีอยู่ 350 สาขา คาดจะได้ข้อสรุปในปีนี้ ซึ่งหาก CENTEL ชนะประมูลจะเป็น Upside ต่อประมาณการเพราะ KFC ถือเป็นแบรนด์ไก่ทอดที่แข็งแกร่งในตลาดไทย、สูตร สล็อต 918kiss、แม้ SET อ่อนแอตามตลาดหุ้นโลก แต่ยังมองโอกาส Rebound ทดสอบ 1,456/1,490 จุด: แม้การปรับลดลงของตลาดหุ้นโลก เป็นปัจจัยกดดัน SET ตั้งแต่เปิดตลาด แต่ยังไม่ทำให้แนวโน้มการ Rebound เสียหายหลัง SET ยืนได้เหนือ 1,425 จุด สัปดาห์ก่อน ยังลุ้น Rebound ต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมาย 1,456 หรือถัดไปที่ 1,490 จุด โดยคาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารจะเป็นหุ้น กลุ่มนำ และแนะนำ ซื้อ KBANK (ต้าน 182/190), KTB (ต้าน 17.50/17.9/18.3), TMB (ต้าน 2.42), และ SCB (ต้าน 157) จาก 1) Valuation ในเชิง PBV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ~20%, 2) ราคาหุ้นสะท้อนความกังวลจาก NPLs ที่เร่งตัวขึ้นไปแล้ว 3) ธนาคารขนาดใหญ่ เตรียมประกาศปันผลระหว่างกาลปลายเดือน ส.ค.นี้ 4) Downside Risk จากการลดดอกเบี้ยในอนาคตจำกัด และคาดว่า กนง.ยังไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุม วันที่ 5 ส.ค.นี้ และ 5) ในทางเทคนิคหุ้นกลุ่มธนาคารมีแนวโน้ม Outperform ตลาด สำหรับกลุ่มสื่อสาร และรับเหมาฯ แนะนำ ซื้อ INTUCH ADVANC TRUEIF SEAFCO STEC และ CK ,ในด้านอุปสงค์ การบริโภคในภาคเอกชนขยายตัว 2.81% ซึ่งเป็นผลจากการพุ่งขึ้นของการเดินทางไปต่างประเทศและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการสื่อสาร สันทนาการและการใช้จ่ายด้านวัฒนธรรมทางด้านข้อมูลการซื้อขาย DW28 ในวันศุกร์ มีแรงซื้อสุทธิเพียงเล็กน้อยจากการที่ดัชนีปรับตัวขึ้นแรง โดยมีแรงซื้อสุทธิใน S5028P1509B 2.0 ล้านหน่วย และมีแรงซื้อใน S5028P1508A และ KTC18C1511A อีกเล็กน้อย ส่วนทางด้านแรงขายสุทธิ อยู่ในกลุ่ม DW ที่ปรับตัวขึ้นแรง เช่น ITD28C1509A 85.7 ล้านหน่วย และ TPIP28C1510A 84.6 ล้านหน่วย นอกจากนี้ยังมีแรงขายใน SAMA28C1512A และ QH28C1512A อีกจำนวนเล็กน้อยด้วย นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ในวันที่ 5 ส.ค.ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ซึ่งในมุมมองของ บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิม เนื่องจากปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าลงมากว่า 4% จาก 31 บาท/ดอลลาร์ มาเป็น 34 บาท/ดอลลาร์แล้วการด้อยสิทธิชั่วคราวของหนี้ไม่มีประกันจากโครงสร้างการกู้ยืม: หนี้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของ WHA อาจจะอยู่ในสถานะด้อยสิทธิในทางโครงสร้าง (Structural Subordination) ต่อเงินกู้ยืมเพื่อเข้าซื้อกิจการ ซึ่งมีผู้กู้ร่วมเป็นบริษัทย่อยของ WHA ที่ถือหุ้นโดยตรงใน Hemaraj โดยเงินปันผลจาก Hemaraj ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์ของ Hemaraj ตามแผนการชำระหนี้ น่าจะถูกนำมาใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้เพื่อเข้าซื้อกิจการในระดับของบริษัทย่อยดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 85 ของเงินกู้ดังกล่าวจะครบกำหนดชำระภายในกลางปี 2560 ดังนั้น สถานะด้อยสิทธิในทางโครงสร้างน่าจะมีอยู่เพียงชั่วคราวและอยู่ในระดับที่จำกัดสำหรับบมจ. บางกอกกล๊าส ได้ยื่น Filing version แรก เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 เนื่องจากบริษัทฯจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 241.40 ล้านหุ้น และมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อใช้ในการก่อสร้างและพัฒนาโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทแก้วแห่งใหม่ในจังหวัดราชบุรี และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการราคาปิด 47.00 ตัดขาดทุน 45.25。 กลุ่มธนาคารฯ ยังคงเป็นตัวหลักในการดึงดัชนีขึ้น เช้านี้บวก 0.4% มีอิทธิพลต่อ SET 0.85 จุด มองการขึ้นของกลุ่มธนาคารฯ นอกจากจะมาจากแรงซื้อคืนหลังราคาหุ้นลงหนักในช่วงก่อนหน้าจนทำให้ PBV กลุ่มต่ำเพียง 1.29 เท่า (ค่าเฉลี่ย 2 ปี -2 S.D. จะอยู่ที่ 1.32 เท่า) และ PE ก็ต่ำถึง 9.52 เท่า อีกส่วนคาดว่าเป็นแรงซื้อเพื่อเก็งกำไร การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ในวันที่ 5 ส.ค.58 ซึ่ง กนง. น่าจะยังคงยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ต่อไป (ผลสำรวจของ Bloomberg นักเศรษฐศาสตร์ 19 จาก 21 คนมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5%) หาก กนง. คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% จะเป็นผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธนาคารฯ เนื่องจาก NIM จะทรงตัว (โครงสร้างสินเชื่อกลุ่ม 70% เป็นลอยตัว ขณะที่โครงสร้างเงินฝากมีเพียง 50% ที่เป็นลอยตัว) ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยชื่นชอบและมอง KBANK ([email protected] 232) และ TCAP ([email protected] 37.5) เป็นตัวเด่นในกลุ่มโดยราคาหุ้นBEAUTYมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน นับตั้งแต่ราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดที่ 4.16 บาท ในวันที่ 29 ก.ค.58แนวรับ 31.75-32.25 บาท。

The pandemic exacerbated pre-existing economic inequalities within India’s patriarchal society.

Gender Responsive Budgeting Amid the COVID-19 Pandemic in India

Women stand in a queue to receive the vaccine for COVID-19 in Khola Bhuyan village on the outskirts of Gauhati, India, Tuesday, September 7, 2021.

Credit: AP Photo/Anupam Nath

The concept of Gender Responsive Budgeting (GRB) gained widespread popularity in the early 20th century when budgets began to be regarded as a significant fiscal innovation tool to achieve gender equality. Since then, more than 80 countries have adopted some variant of gender budgeting. This list includes India, where in the past 16 years, finance ministers — ranging from Palaniappan Chidambaran to Nirmala Sitharam — have all promised to improve women’s welfare through higher and more gender-focused government expenditures.?

But today, with the outbreak of the COVID-19 pandemic — which has exacerbated pre-existing economic inequalities within India’s patriarchal society — rigorous and concentrated GRB efforts are needed more than ever. The GRB process could, in fact, help governments identify gender needs, allocate resources to programs by applying a gender lens, and prioritize gender-specific outcomes. Given this context, it becomes important to understand how useful past Indian gender budgets have proven to be and analyze whether India’s first pandemic gender budget (2021-2022) will be able to facilitate a gender sensitive economic recovery in the face of the current crisis.

The GRB Process

In order to ensure that public resources are spent in a way that bridges systemic inequalities between men and women, the government of India institutionalized GRB as a part of the 2005-2006 Union Budget. From then onward, many subnational governments have also adopted the practice of gender budgeting.?

In fact, according to the Ministry of Women and Child Development, 16 states and two union territories were exercising GRB as of October 2015. This state-level budgeting is, however, not included in the union gender budget statement and hence, an analysis of the allocation and their proportions to the total budget continues to remain limited.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Nevertheless, over the last 16 years, India’s gender budget has witnessed a six-fold increase in absolute terms, growing from 242.4 billion Indian rupees ($3.3 billion) in 2005-2006 to 1.4 trillion rupees in 2020-2021. Despite this achievement, the amount allocated toward women’s welfare has stagnated somewhat between 4.3 percent and 5.9 percent in the last 13 years, with the proportion of funds dipping to less than 5 percent of the total budget in the last five years.

An in-depth analysis, however, not only reveals a lack of deviation in the government’s spending pattern but also inherent shortcomings in India’s approach to GRB. To begin with, the gender budget statement has been divided into two parts: Part A reflects schemes with 100 percent allocation for women, such as the maternity benefit scheme or widow pension scheme; and Part B entails schemes with nearly 30 percent of funds allocated for women, such as the rural livelihood mission and mid-day meals program.?

Since its inception, schemes that partly benefit women have continued to dominate the gender budget, with allocations under Part B accounting for at least two-thirds of the total gender budget. This essentially means that women in India have remained deprived of schemes that are entirely targeted toward their development and have therefore only partially benefited from the introduction of the gender budget statement.

Meanwhile, the gender budget is a summation of funds allocated by different ministries toward the goal of women’s empowerment but in doing so, it has also ended up omitting several schemes that are actually beneficial for women. For instance, despite the guidelines of Jal Jeevan Mission — a scheme aimed at providing rural households with tap connections — stating that it will particularly improve the quality of life for women, the Department of Water and Sanitation has not reported any part of the allocation under the gender budget.?

In fact, despite growing gender awareness in India over the past several years, just five government ministries and departments have cornered nearly half of the total gender budget allocations in the last three years. These include the Ministry of Rural Development, Ministry of Women and Child Development, Ministry of Agriculture, Ministry of Health and Family Welfare, and Ministry of Human Resource Development.?

Such routine omission of schemes and women-led-programs, along with several government departments standing clear from the gender budget, continue to pose severe disadvantages for women in India, limiting the facilitation of an equitable access of resources and services for all. This is particularly concerning as India has lots of ground to cover with regards to its gender equality goals. India, in fact, slipped from 108th position among 153 countries in the World Economic Forum’s Global Gender Gap Index 2018 to 112th in 2020.

In light of these limitations and weaknesses, it would be fair to state that India’s GRB process has resulted in a lack of outcome-oriented budgeting. Some experts believe that government ministries and departments in India have merely reduced GRB to an aggregation exercise, with the central goal of achieving gender parity often taking a back seat.?

Pandemic Gender Budget: Beneficial or Not??

Despite emerging evidence about the disproportionate impact of COVID-19 on women and young girls, India’s first pandemic gender budget has continued to follow the worrying historical trends.?

In fact, the gender budget outlay in the Union Budget 2021-22 was cut by 26 percent, plummeting from 2.1 trillion rupees in 2020-21 (revised estimate) to 1.5 trillion rupees in 2021-22 (budget estimate). It therefore, accounts for merely 4.4 percent of the total budgetary expenditure and 0.7 percent of GDP.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This essentially means that like the previous gender budgets, the overall quantum of the 2021-22 gender budget continues to remain below 5 percent of the total expenditure that has been laid out in the union budget and comprises less than 1 percent of GDP. These allocations are particularly disappointing for a time when economic activities have reduced to a bare minimum, with women standing at the forefront of layoffs, job losses, and wage cuts.

Besides, the GRB 2021-22 has remained concentrated within a few ministries and traditional schemes or programs, where only 34 of more than 70 central ministries and departments have reported some kind of allocations. Yet, the same five ministries that dominated the former gender budgets have received 87 percent of the allocations even in the current financial year. For an effective and adequate mainstreaming of gender concerns, all ministries and departments should receive some amount of funding.

Additionally, barring the Ministry of Women and Child Development, the gender budget remains only 30-40 percent of these ministries’ overall allocations. Therefore, even for government ministries that do entail a preponderant share of the gender budget, expenditure on women’s needs remains a small proportion.?

What is more concerning is the fact that new priority areas that have emerged in the wake of the pandemic — including digital literacy, domestic violence, skill training, and more — have only received 2 percent of the budget allocation in 2021-22. And, as per the United Nations, these are some of the key short-terms priorities that need government action not only to reduce the disproportionate burden of the pandemic on women’s shoulders but also to bring about the gender-sensitive social and economic recovery of a country.

Consequently, owing to the above-mentioned inadequacies, the current budgetary provisions as specified in the Union Budget 2021-22 may turn out to be incompetent to tackle the mounting problems of job losses faced by women, the high drop out rates of young girls, increasing gender-based violence, and so on.

The GRB process in India has clearly been marred by various limitations that often result in suboptimal outcomes, with gender inequality remaining rife in every aspect of Indian life. These inequalities are nonetheless being reinforced and, to some extent, deepened in the current COVID-19 pandemic. As a result, a greater focus needs to be laid on the gender budgets in India.?