Oceania | Diplomacy | Oceania

เครือข่ายบัญชีฟุตบอล: How 9/11 Changed New Zealand’s Foreign Policy

เว็บ บา คา ร่า พัน ทิป1️⃣LOOK618,นอกจากนั้น บริษัทยังเตรียมเดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุน(โรดโชว์)ครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 29 ก.พ.59 ร่วมกับทาง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งคาดว่าผลตอบรับดีทั้งจากนักลงทุนสถาบัน เพราะที่ผ่านมามีนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศที่สนใจจะเข้าลงทุน พร้อมกันนั้น บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการแก้ปัญหาฟรีโฟลตต่ำ โดยอาจจะเสนอขายหุ้นล็อตใหญ่ให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) ในอนาคต,ทั้งนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขายของสาขาใหม่แห่งนี้ไว้ประมาณ 80 ล้านบาทต่อเดือน และคาดการณ์ว่ายอดขายต่อบิลอาจเพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของลูกค้า และผู้เข้าใช้บริการ ที่มาจากกลุ่มลูกค้าในสัดส่วนเจ้าของบ้าน 90% แบ่งสัดส่วนเป็นลูกค้าบ้านเก่า 40% บ้านใหม่ 60% และกลุ่มเจ้าของโครงการ และผู้รับเหมาอีก 10%、แบล็คแจ็คเล่นไพ่ห้าใบ、นายสุรการ กล่าวอีกว่า บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ 200 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนอัพเกรดอุปกรณ์ต่างๆที่มีความเสียหาย และรองรับการซื้อฟอร์แมต รายการจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อรายการ the mask singer ซึ่งเป็นรายการประกวดร้องเพลง โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ไม่เกินไตรมาส 3/59?ขณะที่ยังมีแผนออกโปรดักซ์ใหม่จำนวน 1 รุ่น ในช่วงเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ที่น่าจะทำให้กำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันคาดอัตรากำไรสุทธิปีนี้ก็จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6% จากปีก่อนอยู่ที่ 4.29% และอัตรากำไรขั้นต้นก็จะปรับเพิ่มขึ้นราว 1-2% จากเดิมอยู่ที่ 14.51%ส่วนแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) ตลาดยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปได้อยู่ โดยมีแนวต้านที่ 1,338-1,341 จุด ส่วนแนวรับ 1,329-1,325 จุดขณะที่ในปีนี้นายศิวะพร ชมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ MCOT ปรับวิสัยทัศน์ของ อสมท ใหม่ คือมุ่งสู่การเป็น Highly Creative Media Company หรือ องค์กรสื่อสร้างสรรค์ชั้นนำ จึงเป็นโจทย์ในการดูแลด้านการผลิตเนื้อหาและรายการว่าจะพัฒนารายการของ อสมท ไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร ตลาดเทราๆ ลุ้นบ่ายให้กลับไปยืนเหนือ 1,328 จุด ,สรุปภาวะตลาดภาคเช้า : แรงขายทำกำไรกดลงแดนลบ และฟื้นตัวปิดบวก SET เช้านี้เปิดตัวในแดนบวกและแกว่งผันผวนระหว่างแดนบวก-ลบจากแรงเทขายทำกำไรในช่วงเปิดตลาด โดยรวมยังสามารถกลับมายืนในแดนบวกได้เช่นเดียวกับทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีในภูมิภาค ภาคเช้าปิดที่ระดับ 1336.03 จุด +4.10 จุด หรือ +0.3% ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ระดับ 2.0 หมื่นลบ. หุ้นกลุ่มหลักที่ปรับตัวขึ้นหนุนตลาดได้แก่ ก่อสร้าง +1.1% และพาณิชย์ +1.0% ในขณะหุ้นกลุ่ม ขนส่ง -1.6% และปิโตร -0.8% ปรับตัวลงกดดันดัชนี ด้านค่าเงินบาททรงตัวใกล้ระดับ 35.70 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักพร้อมประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงาน วันที่ 1 ม.ค.58 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 เป็นเงินสดจำนวน 0.15 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 8 มี.ค.59 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 4 พ.ค.59ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการนั้นคาดจะเริ่มมีการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจาก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยตั้งเป้ารายได้จากการขายและบริการ 4,100 ล้านบาทภายในปีนี้ หลังจากในปีที่ผ่านมาได้รับรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าและบริการคือ ชวนชื่นกอล์ฟคลับ และอาคารสำนักงานให้เช่า นอกจากนั้นยังมาจากการขายที่ดินบางส่วนและจากพรอสเพค ซึ่งดำเนินโครงการพัฒนาคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า ในเขตปลอดอากรและเขตทั่วไปเพราะบริษัทมีแผนในการเติบโตด้านค้าปลีก และมองหาพันธมิตรร่วมทุนมากว่าครึ่งค่อนปี งานนี้มาลุ้นกันซิว่าจะมีใครในใจ เด็กแนวว่าถือโอกาสที่ฟ้าเปิดเจ้าสัวอสังหาใหญ่ที่กำลังจะผันตัวเองไปเป็น holding อาจย่องเงียบเข้ามาสนใจหรือไม่ ลองไปคุยกันดู ถ้าได้ขึ้นมามีแต่ดีกับดี จะทำให้บริษัทเติบโตก้าวกระโดดอย่างแรง NCH ของหมอเชาว์นี้ถือว่าเป็นหุ้นที่ undervalue ในเชิง PBV มากเกินไป ขณะที่สภาพคล่องหุ้นดี กระแสเงินสดดี ไม่มีปัญหา รูปหล่อ ใจยังว่าง หวังว่าจะมีข่าวดีสำหรับในปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 0.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147.13% จากปีก่อนหน้าที่มีผลขาดทุนสุทธิ 1.31 ล้านบาท และมีรายได้รวม 543.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.12%สำหรับสินค้ากลุ่มแบรนด์ Sappe Aloe Vera ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมว่านหางจระเข้ มีส่วนแบ่งทางการตลาด 51% นอกจากนี้แบรนด์ เพรียว คอฟฟี่ ยังมีสัดส่วนทางการตลาดดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 27% ในสิ้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน,ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดดำเนินงานวันที่1 ม.ค. 58 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 58 เป็นเงินสดในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผล ในวันที่ 9 พ.ค. 59 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 พ.ค. 59 BTS แจ้งปรับรูปแบบเดินรถไฟฟ้าใหม่ ลดความหนาแน่นผู้โดยสาร-ปิดซ่อมคืนนี้。

ประกอบกับยังมีแผนจะลงทุนในเรื่องของการขยายสาขาบริการน้ำมันบางจากเพิ่มอีก 60 แห่ง และปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันเดิม อีกทั้งใช้ในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) จำนวนรวม 4 พันล้านบาทโดยยังคงมองว่า Fund Flow ยังมีโอกาสที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นได้อีกราว 0.8-1.8 หมื่นล้านบาท โดยเป้าหมายหลักในการเข้าซื้อ จะยังคงเป็น Big Cap ใน SET50 ซึ่งในช่วงระยะสั้นนี้จะเห็นการ Rotation ไปที่กลุ่มธนาคารมากขึ้น ทั้ง SCB ,ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ,ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCOส่วนการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันนั้น อาจส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและสร้างความเสียหายต่อผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และการที่อุปสงค์ของประเทศนำเข้าน้ำมันปรับตัวขึ้นน้อยกว่าการคาดการณ์แม้ว่าราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงอย่างมากนั้น ก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองนั้น ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้, น้ำมันดิบปิดบวกรับข่าวผู้ผลิตน้ำมันจัดประชุมเดือนหน้า。 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 112.96 เยน จาก 111.77 เยน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9903 ฟรังก์ จาก 0.9884 ฟรังก์ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7231 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7203 ดอลลาร์ในปีนี้บริษัทจะเน้นการขยายตลาดในต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากมีแนวโน้มที่สามารถขยายตัวได้อีกมา ไม่ว่าจะเป็นตลาดในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จีน และสหรัฐที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 55% และในประเทศ 45% จากปี 58 สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ 52.3% และในประเทศ 47.7%ทั้งนี้ ในปัจจุบัน EP มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมจำนวน 10 โครงการ มีกำลังการผลิตคิดเป็น 65 เมกะวัตต์ ในประเทศจำนวน 16.50 เมกะวัตต์ และที่ญี่ปุ่นจำนวน 48.50 เมกะวัตต์ทั้งนี้ในช่วงดังกล่าวบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการขายเพิ่มขึ้น, ฮั่งเส็งปิดเช้าร่วง 235.79 จุด หลังตลาดหุ้นจีนดิ่ง สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่วันนี้ AOT มูลค่าสูงสุด 327.17 ลบ.ทั้งนี้ การเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก โดยคาดว่าจะพิจารณาเรื่องการก่อสร้างในปี 61 และเริ่มก่อสร้างภายในปี 62 เป็นเวลา 5 ปี และคาดว่าจะสามารถเริ่มสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทตั้งแต่ปี 2567 ถึงสิ้นสุดปี 2611(1) เงินได้สุทธิไม่เกินหนึ่งแสนบาท ให้คงจัดเก็บในอัตราร้อยละห้า,กลยุทธ์พอร์ตระยะสั้น: ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาที่จุด 1340 ที่แบ่งแนวโน้มขาขึ้น ลง ดังนั้น ให้รอทยอยปรับเพิ่มพอร์ตอีกครั้ง หลังยืนเหนือ 1340 ให้อย่างมั่นคงก่อน ยังคงสถานะของ BBL, MTLS และ BH ขณะที่เช้านี้ ชอร์ต TTA เพิ่มได้ หลังทางฝ่ายยังมีมุมมองต่อผลประกอบการไม่ดีนัก หลังจากทำ Preview ผลประกอบการล่าสุดดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่มีความปลอดภัยอย่างเงินเยน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป พุ่งขึ้น 4.9% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2558 หลังจากทรุดตัวลง 4.6% ในเดือนธ.ค. คร่าวๆ น่าจะลาออกประมาณ 50 คน แต่ที่มีข่าวว่ามีการซื้อตัวเนี่ย คาดว่าน่าจะเป็นสายการบินนิว เจน แอร์เวย์ส(New Gen Airways) แหล่งข่าวกล่าวซึ่งพวกฝรั่งก็มีนิสัยแปลกคือถ้าได้ร่วมงานกันแล้วก็มักจะขอถือหุ้นด้วย ต้องติดตามกันให้ดีว่าจะเกิดอะไรต่อ ส่วนราคาเป้าหมายที่มองไว้สำหรับหุ้นกึ่งค้าปลีก กึ่งรับเหมาและบริการนี้ให้ PBV 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ามูลค่า 3.25 บาทถืองว่าไม่เลว,แนวต้าน : 1,330 และ 1,336、สามารถซื้อสล็อตแมชชีนได้ที่ไหน?、อีกทั้งหากมีการยกเลิกการประกวดราคาครั้งดังกล่าว กิจการร่วมค้า เจวีซีซี จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่าเสียโอกาสในการรับงานจากลูกค้ารายอื่น ค่าขาดกำไร เป็นต้น รวมทั้ง การเช่าสถานที่เพื่อจัดเก็บรถโดยสารที่ผลิตเสร็จแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายที่คิดเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเช่าสถานที่เพื่อจัดเก็บรถโดยสารที่ผลิตเสร็จแล้ว ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น,โดยผลการดำเนินงานปี 58 ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุจากที่บริษัทบุ๊คกำไรพิเศษจากการโอนกลับรายการด้อยค่าของเรือเดินทะเล และโอนกลับรายการด้อยค่าของอาคารขณะที่ราคาหุ้น FIRE ล่าสุดอยู่ที่ 2.64 บาท ปรับตัวขึ้น 0.14 บาท หรือ 5.60% มูลค่าการซื้อขาย 10.24 ล้านบาทปัจจุบัน MBKET มีสาขาทั้งหมด 34 สาขาในกรุงเทพฯ และ 24 สาขาในต่างจังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ก.พ. 59) อีกทั้งยังมีแผนขยายสาขาตามความต้องการด้านการลงทุนในเขตพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องด้วยปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว。

The impact of the tragedy changed the course of U.S. foreign policy. It changed the trajectory of New Zealand’s foreign policy, too.

How 9/11 Changed New Zealand’s Foreign Policy

The flags of Afghanistan and New Zealand fly over Forward Operating Base Bamyan, June 22, 2012.

Credit: Sgt. Ken Scar, 7th Mobile Public Affairs Department

The 20th anniversary of the September 11 attacks on the United States in 2001 is also an opportunity to recall the impact the tragedy – and the response to it – had on New Zealand’s wider foreign policy.

New Zealand immediately supported the U.S. invasion of Afghanistan in pursuit of Osama bin Laden and al-Qaida, with an initial deployment of?Special Air Service (SAS)?combat soldiers. A Provincial Reconstruction Team (PRT) in Bamyan province followed in 2003.

New Zealand clearly and unequivocally responded to George W. Bush’s ultimatum, made in a?speech?to a joint session of Congress on September 20, 2001: ?“Either you are with us or you are with the terrorists.”

Afghanistan was one of New Zealand’s longest-ever military deployments – ending only this year, in tandem with the United States’ own withdrawal from the country. Amid the recent U.S. withdrawal, and the Taliban’s renewed takeover of the country, tough questions are now being?asked?about the futility of the war in Afghanistan.

The level of New Zealand’s commitment was by no means inevitable. Prior to 9/11, New Zealand relations with the United States had been shaky. History loomed over the relationship.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Under Prime Minister David Lange, New Zealand’s fourth Labor government had refused entry to the?USS Buchanan?warship in 1985. The United States had dispatched the ship to New Zealand as a test of the new Labor government’s nuclear-free policy.

U.S. President Ronald Reagan’s Republican administration refused to confirm or deny the ship’s nuclear capability. New Zealand’s subsequent decision to refuse the ship permission to enter unleashed the United States’ fury.

As punishment, New Zealand was effectively kicked out of the ANZUS defense alliance – of which it had been a member since 1951 – and was stripped of its status as a U.S. ally. George Shultz, Reagan’s secretary of state, made clear his?view?of the new U.S. position toward New Zealand: “The time has come to part. We part as friends – but we part.”

There had been some improvement to the NZ-U.S. relationship in the 1990s, helped by the fact that U.S. President Bill Clinton (a Democrat) and New Zealand Prime Ministers Jim Bolger and Jenny Shipley (both from the National Party) did not share the baggage of the 1980s. Bolger?visited?the White House in 1995, while Bill Clinton made a?state visit?to New Zealand in 1999 as part of the APEC summit held that year.

But fast forward to 2001, and the baggage was back.

Party affiliations meant that both Helen Clark’s Labor-led coalition government and George W. Bush’s Republican administration had links with the 1980s. It was also personal: Clark had been a?Labor MP?at the time of the nuclear row and a firm supporter of the nuclear-free policy, while Bush’s father had served as vice president to Ronald Reagan during the 1980s.

Strategic decisions made during Clinton’s last and Clark’s first year in office, in 2000, also did not bode well from the U.S. point of view. Clark vetoed a decision made by Shipley near the end of her time in government to?buy F-16 fighter jets?from the United States. The F-16 decision formed part of a wider strategic realignment for New Zealand’s military, under which the Labor-Alliance coalition government also decided to abolish the air force’s?combat wing.

The underlying rationale was that New Zealand should instead focus its efforts on supporting the increasing number of peacekeeping missions it had been undertaking since the end of the Cold War. Greater military cooperation with the United States was not on the agenda.

In fact, in May 2001, Clark said New Zealand found itself in an “incredibly benign strategic environment” – a?phrase?that was often repeated back at her by her political opponents after 9/11.

In any event, New Zealand’s solidarity with the United States and its Afghanistan commitment – the centerpiece of what Bush called the “war on terror” – brought an unexpected thaw in relations.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Clark was invited to the White House in?March 2002, and there was even?talk?of a free trade deal, which had previously seemed like an impossibility due to New Zealand’s nuclear policy. While stopping short of calling New Zealand an ally, U.S. Secretary of State Colin Powell?said?New Zealand and the United States were “very, very, very close friends.”

But things changed again with the Iraq War. Clark staunchly opposed the war – citing its lack of U.N. mandate – and any prospect of a free trade deal was abruptly taken off the table. Instead, the United States rewarded supporters of the Iraq War with free trade agreements – with Australia and?Singapore?at the top of the list. At the time, the differences over Iraq made it seem that any improvement in New Zealand-U.S. relations had again stalled.

The nuclear ship issue was once again seen as the main roadblock to the full restoration of ties. The issue gained particular prominence in 2004 when Don Brash, then the National Party leader, was noted by officials as?saying?the ban would be “gone by lunchtime” under a future National-led government.

But there were advantages to the diametrically opposed positions over Iraq. With the U.S. position seemingly crystal clear, New Zealand’s wider foreign policy agenda was largely freed up for other matters.

The focus moved to negotiating free trade agreements with other countries – following a 2001 model agreement with Singapore and amid the World Trade Organization’s ill-fated?Doha round?of negotiations. New Zealand’s free-trade efforts first bore fruit in 2005 when an agreement was signed with?Thailand.

Even more interesting was an agreement signed later that year among a grouping of Pacific Rim countries called the?“P4”. The agreement with Brunei, Chile, and Singapore was the genesis for what ultimately became the 11-country Comprehensive and Progressive Trans-Pacific Partnership (CPTPP).

But New Zealand’s biggest prize came in 2008, when it became the first Western country to sign a free trade agreement with?China?– which rapidly became New Zealand’s biggest trading partner.

In hindsight, the fallout from the 9/11 attacks – and the invasions of Afghanistan and Iraq – did New Zealand foreign policymakers a favor. Afghanistan gave New Zealand an opening to show the United States what it had to offer, while Iraq clearly showed New Zealand the limits of that engagement. Without Iraq, Wellington might have continued to put even more effort into repairing its U.S. relationship – which could have prevented it from moving on to a more diversified trade focus.

But what is even more remarkable is that New Zealand ultimately ended up almost having its cake and eating it too.

Against the backdrop of New Zealand’s commitment in Afghanistan, but also with the simple passage of time, the nuclear ship issue that had once seemed so central essentially faded into the background. Significantly, then-U.S. Secretary of State Condoleezza Rice called New Zealand an?ally in 2008, and diplomatic cables from WikiLeaks revealed that United States quietly resumed full intelligence sharing with New Zealand in 2009. New Zealand’s defense ties with the U.S. have also largely been restored. Since 2014, New Zealand ships have again fully participated in U.S.-led? military exercises.

And in 2016, New Zealand even came within a whisker of securing a free trade deal with the United States – as part of the CPTPP – until Donald Trump withdrew from the arrangement shortly after taking office.

Despite this setback, it is probably only a matter of time until New Zealand concludes a free trade deal of some kind that involves the United States. After all, the U.S. is now taking a much greater interest in New Zealand and its neighborhood as part of its?Indo-Pacific?vision, which seeks to challenge China’s perceived dominance.

Ultimately, the September 11 attacks triggered a chain of unforeseen actions and decisions. The impact of the tragedy changed the course of U.S. foreign policy. It changed the trajectory of New Zealand’s foreign policy, too.

This article was originally published by the Democracy Project, which aims to enhance New Zealand democracy and public life by promoting critical thinking, analysis, debate, and engagement on politics and society.