The Debate

6666 เกม 1️⃣2021: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

top trend worldwide,เงินเยนญี่ปุ่นทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนายฮารุฮิโกะ คูโรดะ ผู้ว่าการ BOJ กล่าวว่า สกุลเงินเยนอ่อนค่าอย่างมาก และไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงอีก ซึ่งกระตุ้นให้มีแรงเทขายดอลลาร์ในวงกว้างสำหรับ DW28 ที่เกี่ยวข้อง เช่น S5028C1506B +33.3% S5028C1506A +23.4% และ S5028C1509A +16.2% เป็นต้น ส่วนทางด้าน DW บนหุ้นรายตัว นักลงทุนให้ความสนใจ DW ในหลายกลุ่ม โดย DW28 ที่ได้รับความสนใจ เช่น PTT28C1510A TRUE28C1509B และ JAS28C1511A เป็นต้น ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นบ่ายนี้ จับตาหนี้กรีซ-ข้อมูลศก.ยุโรปสำหรับระยะต่อไป คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยอย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy space) ที่มีอยู่อย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินในระยะยาว"ฝาก 15 รับ 100 วอ เลท 2021 1️⃣2021" นายมารุต กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการธุรกิจสื่อโฆษณา ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อขยายธุรกิจสื่อออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างมองหาพันธมิตรเพื่อร่วมกันพัฒนาสื่อโฆษณาบนออนไลน์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของรูปแบบโมเดลธุรกิจได้ภายในปลายปีนี้ และในอนาคตก็จะมีการนำสินค้าของแบรนด์ต่างๆ มาโฆษณาบนสื่อออนไลน์อีกด้วยสำหรับอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 1.4% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2%นอกจากนี้ EIA ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยของสหรัฐอยู่ที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพ.ค. พร้อมกับคาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในปี 2558 จะอยู่ที่ 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าในปี 2559 การผลิตน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวันShort Against Port ถ้าหลุด 23.60 บาทสำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็นการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพและกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่น รวมทั้งกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ และเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดรายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวโดยคาดเป็นการขายหุ้น PE ออกจากกลุ่มพงศธร และจะทำการขายหุ้นออกเต็มทั้งจำนวนในสัดส่วน 51% ในราคาไม่ต่ำกว่า 2 บาทเพื่อนำเงินไปชำระหนี้เจ้าหนี้เดิม สรุปแนวโน้มหุ้นที่น่าจับตาประจำวันที่ 10 มิ.ย. 58 , ดาวโจนส์ปิดวานนี้บวกเกือบ 40 จุด รับยอดค้าปลีกแข็งแกร่งดังนั้น บริษัทจึงต้องปรับแผนการระดมทุนใหม่ทั้งหมด และเตรียมแผนสองรองรับ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้ในการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ทั้งบริการสาธารณูปโภคด้านน้ำประปาและน้ำดิบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม รวมทั้งลงทุนด้านพลังงานและพลังงานทางเลือกทั้งในและต่างประเทศแนวโน้มภาคบ่าย: ยังผันผวน ด้วย Upside จำกัด ระยะสั้นมากแกว่งในกรอบ sideway down มีลุ้นที่จะปรับตัวขึ้นไปที่กรอบบนของกรอบ sideway ได้อีกครั้งสั้นๆ ไม่ต่ำกว่าแนวรับแถวๆ 4.12-4.04 บาทอีก แนะนำซื้อเก็งกำไรหวังผลดีดกลับขึ้นไปแถว ๆ 4.38 บาทก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 4 บาทด้านนายอุกฤษฏ์ ตัณฑเสถียร กรรมการบริหาร บริษัท พรีโม่ เอ็นเนอร์จี จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากภาครัฐฯ ให้การสนับสนุน ขณะเดียวกันเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จากการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ บริษัทจึงสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจดังกล่าว โดยมอบหมายให้กลุ่ม CHOW เป็นผู้พัฒนาโครงการ เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานทดแทนเป็นอย่างดีทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ 34 โครงการในปีนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีความเสี่ยงน้อยมากที่ยอดจะพลาดเป้าเนื่องจากบริษัทมีที่ดินสำหรับโครงการที่จะพัฒนาอยู่ในมือแล้ว SET50 Call กลับมาปิด +33% ขณะที่นักลงทุนซื้อสุทธิ SET50 Put, คลอดแล้ว ผลประชุม กนง.มติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% MACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเข้าใกล้ระดับ 0 เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือแนวโน้มลง RSI ฟื้นตัวเหนือระดับ 50 ซื้อเพราะหวังความเฮี้ยนของ MACD โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 4.00 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 4.50 บาท。

สรุปหุ้นผู้บริหารดอดซื้อ-แอบทิ้ง ประจำวันที่ 11 มิ.ย.58โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนี FTSE และดัชนี Russell ประกาศผลการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ที่ใช้ในการคำนวณ FTSE SET Index Series สำหรับรอบครึ่งหลังของปี 2558 โดยมี บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA เป็นหลักทรัพย์ใหม่ที่เข้าร่วมคำนวณในดัชนี FTSE SET Mid Cap ส่งผลให้หุ้นของ BA จะอยู่ในสายตาของนักลงทุนทั่วโลกและมีสภาพคล่องสำหรับการซื้อขายมากขึ้น, คาดแกว่งขึ้นในกรอบ 1,490-1,520 จุด หุ้นไทยได้รับปัจจัยบวก ปัจจัยต่างประเทศทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นหนุนบรรยากาศเก็งกำไรหุ้นพลังงาน และการที่ MSCI ตัดสินใจยังไม่เพิ่มหุ้น China A-Shares เข้าไปในดัชนี MSCI Emerging Market ช่วยลดความกังวลน้ำหนักตลาดหุ้นเกิดใหม่จะถูกลดและโยกไปยังหุ้นจีน ช่วงบ่ายเราคาดตลาดยังอยู่ในช่วงบวก โดยคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นหนุนจิตวิทยากลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งโมเมนตัมการเก็งกำไรกลุ่มนี้จะต่อเนื่องมากหรือน้อย ขึ้นกับการประกาศรายการย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สินธนาคารพาณิชย์รายเดือน (ธ.พ.) ในช่วงเย็นนี้ ของ TISCO ซึ่งหากออกมาดีจะหนุนบรรยากาศการเก็งกำไร ขณะที่หากกนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เราคาดหุ้นธนาคารอาจลดเพียงเล็กน้อย แต่จะเป็นโอกาสซื้อที่ดี โดยรวมเรามองหาจังหวะซื้อในหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว และอาจเก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน ในหุ้นพลังงานตามราคาน้ำมันดิบ (แนวต้าน: 1,510-1,520 // แนวรับ: 1,490 และ 1,497)ส่วนการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค.58 ปรับตัวขึ้น 5.1% เมื่อเทียบรายปี แตะ 3.23 ล้านล้านหยวน (5.2821 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 10.00 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 8.80 บาท-ในเดือนพฤษภาคม 2558 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณสัญญาซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ , คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2558 (ม.ค.-พ.ค.) บีโอไอได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 1,094 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 391,720 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 621 โครงการเนื่องจากในวันที่ 9 มิ.ย.58 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้สั่งการให้ EIC ให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชีในการตรวจสอบและสอบทานงบการเงินงวดประจำปี 57 และงบการเงินไตรมาส 1/58 ซึ่งผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขเนื่องจากถูกจำกัดขอบเขตการตรวจสอบและสอบทานโดยผู้บริหารและให้ EIC ส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและสอบทานแล้วต่อสำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนโดยเร็ว,ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน ลดลง 1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 58.0 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 2.9 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 217.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.2014 และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 865,000 บาร์เรล สู่ระดับ 133.5 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานและอาหารสดเป็นหลัก แต่จะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีด้วยผลของฐานราคาน้ำมันสูงที่จะทยอยหมดไป รวมทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันและอาหารสดที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกแต่โน้มลดลงบ้างตามแรงกดดันจากด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงสู่ระดับ 2.8% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3% โดยระบุว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านด้านนายจิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลกกล่าวในแถลงการณ์ว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเคยเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกหลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลก แต่ปัจจุบันประเทศกลุ่มนี้กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 11 มิ.ย.58ด้านงบลงทุนในปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ 40-50 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในการปรับปรุงซอฟแวร์ใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร และการก่อสร้างบูธพ่นสีเพื่อรองรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับฟอร์ด ซึ่งในส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนอยุ่ที่ 15-20 ล้านบาท,โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 60 แตะระดับ 2 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากงานก่อสร้างโครงการเป็น 20-25% จากเดิมที่ 6-7% ขณะที่การขายเหล็กหน้าร้านจะลดสัดส่วนมาที่ 75% จาก 93% ในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและผลักดันผลประกอบการให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ขณะที่งานก่อสร้างโครงการมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 40% ส่วนการขายเหล็กหน้าร้าน มีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 20-25%สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีรายได้ของ D D เป็น 3.3 พันล้านบาท โดยในไตรมาสแรกมีรายได้แล้ว 623 ล้านบาท และในไตรมาส 3/58 มีแผนจะเปิดสาขาในไทย แห่งที่ 5 ที่เดอะ เอ็มควอเทียร์ โดยตั้งเป้าจะมีสาขาในไทยทั้งสิ้น 25-30 สาขา และตั้งเป้าจะมีสาขา D D 500 สาขาทั่วโลกใน 3-5 ปีtop trend worldwide, ขณะที่การประชุม ครม. นั้นก็น่าติดตามประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว รวมถึงการทำประชามติทั้งเรื่องรธน.ฉบับใหม่ และ การต่ออายุ รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ด้วย ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวอาจมีส่วนสำคัญต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะต่อไปบล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ (11 มิ.ย.) ว่า AP ได้รับแรงหนุนในระยะสั้นจากการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ (มูลค่ารวม 1.53 หมื่นล้านบาท) ในวันที่ 25 มิถุนายน โดยคาดว่าจะทำยอด presales ได้ 6.1 พันล้านบาท (22% ของเป้าปีนี้)แนะนำซื้อ SAMART โดยมีแนวรับระยะสั้น 25.75 และ 25.25 บาท และมีแนวต้าน 28 และ 29.50 บาท เป็นจุดขายทำกำไร สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับอนุมัติ ประกอบด้วย กิจการบริการและสาธารณูปโภค 261 โครงการ เงินลงทุน 136,940 ล้านบาท กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 144 โครงการ เงินลงทุน 67,170 ล้านบาท กิจการ ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 213 โครงการ เงินลงทุน 65,920 ล้านบาท กิจการเคมีภัณฑ์ พลาสติก และกระดาษ 220 โครงการ เงินลงทุน 61,320 ล้านบาท กิจการอุตสาหกรรมเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 175 โครงการ เงินลงทุน 29,970 ล้านบาท กิจการกลุ่มอุตสาหกรรมเบา 59 โครงการ เงินลงทุน 16,570 ล้านบาท และกิจการในกลุ่มแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน 22 โครงการ เงินลงทุน 13,820 ล้านบาท น้ำมันดิบปิดวานนี้พุ่งขึ้น หลังสต็อกสหรัฐร่วงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบผู้กระทำผิด 9 ราย ได้แก่ (1) นายบุญชัย จิระพงษ์ตระกูล (2) นายบุญโชค สันทัดพานิช (หรือ ถิรธารากร) (3) นางสาววัลยา วงศ์ภัทรกุล (4) นายพิชัย โกวิทคณิต (5) นางสาวดวงฤทัย วีระศิลปเลิศ (6) นายประสงค์ เกียรติกมลกุล (7) นางสาวภัทรานุช หวังพรพระ (8) นางสาวลัคณา แซ่ลี้ (หรือเปรมศินี ธนวงศ์ศักดิ์ หรือวิมลภักดิ์ เจริญธนินชนม์) และ (9) นายบุญ ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ กรณีสร้างราคาหุ้นบมจ. ไทยง้วนเมทัล (TYM) ปัจจุบันชื่อ บมจ. เดอะ สตีล (THE) เป็นจำนวนเงินรวม 15,469,345.62 บาทJMART (10.10 บาท)。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.